ศึกษา

ตามรอยองค์จตุคามรามเทพจากบทความ ความรู้สู่ความจริง

ตามรอยองค์จตุคามรามเทพจากบทความ ความรู้สู่ความจริง

ตามรอยองค์จตุคามรามเทพจากบทความ ความรู้สู่ความจริง

ความรู้สู่ความจริง

“…การสร้างวัตถุมงคลหลักเมือง เป็นการริเริ่มนำความรู้ในศาสตร์อันลี้ลับแห่งจักรวาล มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการประติมากรรมวัตถุมงคลประเภท “เครื่องราง” ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธเป็นครั้งแรก อันแสดงให้เห็นถึงการแบ่งแยกกันระหว่าง “ฝ่ายอาณาจักร” กับ “ฝ่ายศาสนจักร” หรือ “ฝ่ายโลกียะ” กับ “ฝ่ายโลกุตตระ” เพื่อชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของ “บ้าน” กับ “วัด” อย่างชัดเจน จะเห็นได้ว่าในสมัยนั้นไม่มีใครรู้ว่า พระราหู คืออะไร มีผู้ใดเข้าใจว่ามีความสำคัญแค่ไหน นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ไม่เคยมีใครค้นคิดประดิษฐ์รูป พระราหู เพื่ออธิบายถึงโครงสร้างของ ระบบสุริยจักรวาล ระบบดาราจักร ในรูปศิลปกรรมอันงดงาม สามารถให้เหตุผลสอดคล้องกับวิชาดาราศาสตร์ยุคใหม่ได้มาก่อน…

…นอกจากนั้นการสร้าง “วัตถุมงคลหลักเมืองนครศรีธรรมราช” มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าหาผลกำไร แต่เดิมสร้างขึ้นเพื่อมอบให้เป็นของสมนาคุณแก่ผู้ที่มีส่วนช่วยเหลือในการสร้างหลักเมือง ในการสร้างขึ้นแต่ละครั้งแต่ละแบบ ต้องคำนึงถึงหลักปรัชญาโหราศาสตร์เป็นสำคัญ คือต้องล่วงรู้ว่าเมื่อใดดาวอะไรในท้องฟ้าได้ มีเชิงมุมสัมพันธ์ แสดงให้เห็นว่าจะเกิดเหตุเกิดภัยร้ายแรงขึ้นในบ้านเมือง จำเป็นต้องช่วยป้องกันบรรเทาภัยพิบัติเอาไว้ล่วงหน้า อาจเปรียบได้กับความรู้ในทางอุตุนิยมวิทยาสมัยปัจจุบัน ต้องคอยตรวจสอบสภาพดินฟ้าอากาศไว้ล่วงหน้า ทำให้รู้ว่าจะเกิดภัยธรรมชาติร้ายแรงขึ้นที่ไหนเมื่อใด จะได้บอกเตือนภัยให้ทราบและหาทางป้องกันภัยพิบัติ เพื่อบรรเทาการสูญเสียชีวิตทรัพย์สินได้เป็นอย่างดี…

“องค์จตุคามรามเทพ” เป็นผู้รู้ธรรมในระดับความจริงสูงสุด “ปรมัตถ์สัจ” จึงหลุดพ้นจากวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดตามกฏวัฏจักร คือบรรลุความเป็น “อมตะภาวะ” ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะมาเกี่ยวข้องผูกพันกับมนุษย์ แต่ตามหลักอภิปรัชญาในคัมภีร์ฤคเวทซึ่งถือว่าเป็นรากฐานของระบบอภิปรัชญาทั้งหลายของอินเดีย กล่าวถึง “กฏแห่งกรรม” ซึ่งแตกต่างกับกฏแห่งกรรมในศาสนาพุทธ เพราะว่ากฏแห่งกรรมตามหลักปรัชญาดังกล่าว หมายถึง กฏธรรมชาติ หรือ กฏแห่งเหตุผล และกฏแห่งคุณธรรม ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลก และจักรวาล ย่อมมีรากฐานมาจาก “เหตุ” และ “ปัจจัย” คือ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ แล้วเสื่อมสลายไป ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ดำรงอยู่ ดับไป อย่างลอยๆ ดังนั้นกฎแห่งกรรมถือว่าการสร้างประโยชน์สุขแก่สังคม จะก่อให้เกิดกุศลกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ตรัสรู้ธรรมเมื่อสิ้นอายุขัยไปแล้ว ย่อมไปเกิดใหม่ตาม “วิถีทางแห่งเทพ” การบำเพ็ญบารมีธรรมตามวิถีทางแห่งเทพก็คือการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นโดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน เรียกว่า “โลกสงเคราะห์”

การสักการะบูชา “องค์จตุคามรามเทพ” จะบูชาด้วยสิ่งใดนั้นไม่มีข้อกำหนดกฏเกณฑ์ใดๆ ทั้งนี้การสักการะบูชา เกิดจากเจตนาที่จะประกอบกุศลกรรมด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใสประการหนึ่ง และการแสดงออกของการสักการบูชา ด้วยสิ่งของต่างๆไปตามความคิดความตั้งใจอีกประการหนึ่ง ด้วยเหตุนี้การสร้างกุศลกรรมอันเกิดจากกุศลจิตโดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนมีความเลื่อมใสศรัทธานั้นคือสิ่งใด เป็นของจริงหรือของปลอม จึงเป็น “ความเชื่อ” หากเป็นความเชื่อในสิ่งที่ผิด อาจก่อให้เกิด “สัญญาวิปลาส” คือเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว นอกจากไม่เกิดผลอะไรแล้วยังกลับกลายเป็นโทษเสียอีก จึงขอแนะนำหนทางไปสู่ความเชื่อที่ถูกต้อง ความศรัทธาเลื่อมใสที่สอดคล้องกับกุศลเจตนา ด้วยกระบวนการตรวจสอบ ๓ ประการ ดังนี้ ๑.ควรศึกษาหาความรู้ให้เกิดปัญญาเข้าใจถึงความจริงของสิ่งที่ศรัทธาให้ถ่องแท้เสียก่อน ๒.นำความรู้นั้นมาพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองให้รอบคอบจนเชื่อว่าไม่หลงผิด ๓.มุ่งสร้างกุศลเจตนาด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใสอย่างบริสุทธิ์ใจที่แท้จริง

หลักการประกอบกุศลกรรมตามเจตนาดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการแสดงออกของเจตนาด้วยการสักการะบูชาด้วยเครื่องสังเวยไม่ว่าจะมากมายแค่ไหน ถ้าไปหลงศรัทธาเลื่อมใสในสิ่งที่ผิด กลับกลายเป็นความโง่เขลา ความเชื่อที่งมงายไร้เหตุผล แม้ว่าจะเกิดจากกุศลจิตอย่างแท้จริง ก็ไม่ได้รับผลดีอะไรเลย แต่ถ้าเป็นความเชื่อถือศรัทธาในสิ่งที่ถูก ก็เป็นเพียงการแสดงออกในด้านวัตถุธาตุในรูปพิธีการที่แต่งขึ้น ย่อมได้รับผลแห่งกุศลกรรมไปตามเจตนา แต่ยังไม่เท่ากับความศรัทธาเลื่อมใสที่เกิดขึ้นจากส่วนลึกของจิตใจ ซึ่งมีความปรารถนาแน่วแน่มั่นคงเพราะเชื่อว่าเป็นความศรัทธาเลื่อมใสในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ต้องการอะไรเป็นผลตอบแทน ไม่ใช่เป็นการ “ทำบุญเอาหน้า ภาวนาจนตาย” ก็จะได้รับผลจากกุศลกรรมนั้นตามความประสงค์

จึงควรตรวจสอบให้แน่แก่ใจเสียก่อน อย่าไปศรัทธาเลื่อมใสต่อสิ่งใดง่ายๆ อย่าไปหลงเชื่อยึดติดกับพิธีกรรมภายนอก ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า ความศรัทธาเลื่อมใส เป็นพลังอำนาจแห่งความศักดิ์สิทธิ์ภายในดวงจิตของมนุษย์ ที่ได้รับมาจากจักรวาล ไม่ควรที่จะไปสวามิภักดิ์ต่อสิ่งหลอกลวง

ความศักดิ์สิทธิ์หรืออิทธิปาฏิหาริย์ที่เชื่อกันมาไม่อาจเป็นไปในปัจจุบันทันด่วนเหมือนอย่าง “เครื่องรางทางวิทยาศาสตร์วัตถุ” เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์โลกเพียงชนิดเดียวที่มีจิตวิญญาณอันเป็น “กายทิพย์” อยู่ภายในรูปกายซึ่งตกอยู่ภายใต้กฏวัฏจักรแห่งชีวิต ต้องดำเนินไปตามอำนาจของดวงดาวที่โคจรไปในจักรราศี พระพุทธเจ้าก็ทรงมีพุทธบัญญัติ

ในเรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท” คือวงจรชีวิตย่อมดำเนินไปตามขั้นตอน ไม่มีสิ่งใดลัดวงจรไปได้ ตัวอย่างเช่น การหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนแต่ต้องเป็นไปกระบวนการแห่งเวลา เช่นเดียว โชควาสนา “ชะตาชีวิต” ก็ต้องดำเนินไปตามกฏของธรรมชาติว่าด้วยฤดูกาลของชีวิต ไม่สามารถดลบันดาลเนรมิตให้เป็นไปตามใจของเราได้ จึงต้องอดทนรอคอย เมื่อถึงเวลานั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือจะช่วยส่งเสริมให้ได้ในสิ่งที่ปรารถนา พลตำรวจโท สรรเพชญ ธรรมาธิกุล ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑

*คัดลอกบางตอนจากบทความ

“พระจตุคามรามเทพบูชาด้วยเครื่องเซ่นสังเวยอะไร” ของ พลตำรวจโท สรรเพชญ ธรรมาธิกุล

อ่านแล้ว 10 ครั้ง