เมื่อเวรัญชพราหมณ์เดินทางมาถึง พุทธสำนัก ได้ทูลปราศรัยทักทายพอเป็นพิธีตามธรรมเนียม แล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง จากนั้นจึงเปิดฉากสนทนาด้วยการ "กล่าวตู่" หรือตั้งข้อกล่าวหาต่อพระพุทธเจ้าอย่างตรงไปตรงมา ด้วยทัศนะของพราหมณ์ผู้ยึดมั่นในสมมติสัจจ์และประเพณีดั้งเดิม
- เวรัญชพราหมณ์: "ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าได้ทราบมาว่า พระสมณะโคดม ไม่ไหว้ ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ ข้อที่ข้าพเจ้าทราบมานั้นเป็นเช่นนั้นจริง อันการที่ท่านพระโคดมกระทำเช่นนี้นั้น ไม่สมควรเลย"
พระพุทธองค์มิได้ทรงกริ้ว ทรงตอบด้วยพระสุพันธสำเนียงอันสุขุม ทรงชี้ให้เห็นความจริงในจักรวาลว่า:
- พระพุทธเจ้า: "ดูกรพราหมณ์ ในโลก ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทพ และมนุษย์ เราไม่เล็งเห็นบุคคลที่เราควรไหว้ ควรลุกรับ หรือควรเชื้อเชิญด้วยอาสนะ เพราะว่า หากตถาคตพึงไหว้ พึงลุกรับ หรือพึงเชื้อเชิญบุคคลใดด้วยอาสนะ แม้ศีรษะของบุคคลนั้นก็จะพึงขาดตกไป"
คำประกาศนี้สร้างความสะเทือนใจแก่พราหมณ์ผู้ถือตัวว่าเป็นผู้ประเสริฐ เวรัญชพราหมณ์จึงรัวข้อกล่าวหาเชิงตำหนิซ้ำเข้ามาอีก 7 ข้อ รวมเป็น 8 ข้อกล่าวหาหลัก ซึ่งพระพุทธองค์ทรงใช้พระปัญญาญาณตอบรับในมุมมองของปรัชญาธรรมขั้นสูงได้อย่างน่าอัศจรรย์:
- ถูกหาว่า "มีปกติไม่ไยดี"
- พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง แต่ในความหมายที่ว่า พระองค์ทรงตัดเยื่อใยและความกำหนัดใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ไม่เกิดอีกต่อไป ต่างจากความหมายทางโลกที่พราหมณ์มุ่งกล่าวหา
- ถูกหาว่า "ไม่มีสมบัติ"
- พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง เพราะสมบัติอันเป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจในกามคุณทั้งปวง พระองค์ทรงละทิ้งและถอนรากถอนโคนเสียแล้ว
- ถูกหาว่า "กล่าวการไม่ทำ (อักกิริยวาท)"
- พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง ในแง่ที่ว่าพระองค์ทรงสอนให้ "ไม่ทำ" กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต รวมถึงไม่ทำบาปอกุศลทั้งปวง
- ถูกหาว่า "กล่าวความขาดสูญ (อุจเฉทวาท)"
- พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง แต่เป็นการ "ขาดสูญ" ของราคะ โทสะ โมหะ และบาปอกุศลธรรม ไม่ใช่การปฏิเสธกฎแห่งกรรมแต่อย่างใด
- ถูกหาว่า "ช่างรังเกียจ"
- พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง เพราะพระองค์ทรง "รังเกียจ" อย่างยิ่งต่อความประพฤติชั่วทางกาย วาจา และใจ
- ถูกหาว่า "ช่างกำจัด"
- พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง เพราะธรรมที่พระองค์ทรงแสดงมีเป้าหมายเพื่อ "กำจัด" กิเลส ตัณหา และอกุศลกรรม
- ถูกหาว่า "ช่างเผาผลาญ (ตปัสสี)"
- พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง แต่หมายถึงการประกาศว่าอกุศลธรรมเป็นสิ่งที่ "ควรเผาผลาญ" ให้มลายหายสิ้นไปด้วยความเพียรเครื่องเผากิเลส (ตปะ)
- ถูกหาว่า "ไม่ผุดเกิด (อปคัพโภ)"
- พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง เพราะการนอนในครรภ์และการเวียนว่ายตายเกิดในภพใหม่ อันเป็นวงจรกิเลส พระองค์ได้ทรงตัดขาดและทำลายลงอย่างสิ้นเชิง เปรียบเสมือนลูกไก่ที่เจาะเปลือกไข่ออกมาเป็นอิสระแล้ว
บทสรุปแห่งการเปลี่ยนผ่าน
การอธิบายธรรมะผ่านการพลิกมุมมองจากสมมติทางสังคมสู่ปรัชญาปรมัตถ์ของพระพุทธองค์ ทำให้เวรัญชพราหมณ์ผู้เต็มไปด้วยทิฐิในตอนแรก ค่อยๆ คลายความถือตัวลง ความมืดบอดทางปัญญาถูกแทนที่ด้วยความสว่างไสว จนในที่สุด พราหมณ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองเวรัญชาได้ประจักษ์แจ้งในสัจธรรม ประกาศยอมจำนนด้วยเหตุและผล ขอถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งสูงสุด และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ก่อนที่เมืองเวรัญชาจะกลายเป็นสถานที่สำคัญในการจารึกประวัติศาสตร์การวางรากฐาน "พระวินัยปิฎก" ให้แก่พระพุทธศาสนาสืบไป