เล่มที่ ๑ — พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ปฐมภาค / เวรัญชพราหมณ์กล่าวตู่พระพุทธเจ้า
หน้า ๒

เวรัญชพราหมณ์กล่าวตู่พระพุทธเจ้า

เมื่อเวรัญชพราหมณ์เดินทางมาถึง พุทธสำนัก ได้ทูลปราศรัยทักทายพอเป็นพิธีตามธรรมเนียม แล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง จากนั้นจึงเปิดฉากสนทนาด้วยการ "กล่าวตู่" หรือตั้งข้อกล่าวหาต่อพระพุทธเจ้าอย่างตรงไปตรงมา ด้วยทัศนะของพราหมณ์ผู้ยึดมั่นในสมมติสัจจ์และประเพณีดั้งเดิม


  1. เวรัญชพราหมณ์: "ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าได้ทราบมาว่า พระสมณะโคดม ไม่ไหว้ ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ ข้อที่ข้าพเจ้าทราบมานั้นเป็นเช่นนั้นจริง อันการที่ท่านพระโคดมกระทำเช่นนี้นั้น ไม่สมควรเลย"


พระพุทธองค์มิได้ทรงกริ้ว ทรงตอบด้วยพระสุพันธสำเนียงอันสุขุม ทรงชี้ให้เห็นความจริงในจักรวาลว่า:


  1. พระพุทธเจ้า: "ดูกรพราหมณ์ ในโลก ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทพ และมนุษย์ เราไม่เล็งเห็นบุคคลที่เราควรไหว้ ควรลุกรับ หรือควรเชื้อเชิญด้วยอาสนะ เพราะว่า หากตถาคตพึงไหว้ พึงลุกรับ หรือพึงเชื้อเชิญบุคคลใดด้วยอาสนะ แม้ศีรษะของบุคคลนั้นก็จะพึงขาดตกไป"


คำประกาศนี้สร้างความสะเทือนใจแก่พราหมณ์ผู้ถือตัวว่าเป็นผู้ประเสริฐ เวรัญชพราหมณ์จึงรัวข้อกล่าวหาเชิงตำหนิซ้ำเข้ามาอีก 7 ข้อ รวมเป็น 8 ข้อกล่าวหาหลัก ซึ่งพระพุทธองค์ทรงใช้พระปัญญาญาณตอบรับในมุมมองของปรัชญาธรรมขั้นสูงได้อย่างน่าอัศจรรย์:


  1. ถูกหาว่า "มีปกติไม่ไยดี"
  2. พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง แต่ในความหมายที่ว่า พระองค์ทรงตัดเยื่อใยและความกำหนัดใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ไม่เกิดอีกต่อไป ต่างจากความหมายทางโลกที่พราหมณ์มุ่งกล่าวหา
  3. ถูกหาว่า "ไม่มีสมบัติ"
  4. พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง เพราะสมบัติอันเป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจในกามคุณทั้งปวง พระองค์ทรงละทิ้งและถอนรากถอนโคนเสียแล้ว
  5. ถูกหาว่า "กล่าวการไม่ทำ (อักกิริยวาท)"
  6. พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง ในแง่ที่ว่าพระองค์ทรงสอนให้ "ไม่ทำ" กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต รวมถึงไม่ทำบาปอกุศลทั้งปวง
  7. ถูกหาว่า "กล่าวความขาดสูญ (อุจเฉทวาท)"
  8. พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง แต่เป็นการ "ขาดสูญ" ของราคะ โทสะ โมหะ และบาปอกุศลธรรม ไม่ใช่การปฏิเสธกฎแห่งกรรมแต่อย่างใด
  9. ถูกหาว่า "ช่างรังเกียจ"
  10. พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง เพราะพระองค์ทรง "รังเกียจ" อย่างยิ่งต่อความประพฤติชั่วทางกาย วาจา และใจ
  11. ถูกหาว่า "ช่างกำจัด"
  12. พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง เพราะธรรมที่พระองค์ทรงแสดงมีเป้าหมายเพื่อ "กำจัด" กิเลส ตัณหา และอกุศลกรรม
  13. ถูกหาว่า "ช่างเผาผลาญ (ตปัสสี)"
  14. พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง แต่หมายถึงการประกาศว่าอกุศลธรรมเป็นสิ่งที่ "ควรเผาผลาญ" ให้มลายหายสิ้นไปด้วยความเพียรเครื่องเผากิเลส (ตปะ)
  15. ถูกหาว่า "ไม่ผุดเกิด (อปคัพโภ)"
  16. พระพุทธองค์ทรงรับว่าจริง เพราะการนอนในครรภ์และการเวียนว่ายตายเกิดในภพใหม่ อันเป็นวงจรกิเลส พระองค์ได้ทรงตัดขาดและทำลายลงอย่างสิ้นเชิง เปรียบเสมือนลูกไก่ที่เจาะเปลือกไข่ออกมาเป็นอิสระแล้ว



บทสรุปแห่งการเปลี่ยนผ่าน

การอธิบายธรรมะผ่านการพลิกมุมมองจากสมมติทางสังคมสู่ปรัชญาปรมัตถ์ของพระพุทธองค์ ทำให้เวรัญชพราหมณ์ผู้เต็มไปด้วยทิฐิในตอนแรก ค่อยๆ คลายความถือตัวลง ความมืดบอดทางปัญญาถูกแทนที่ด้วยความสว่างไสว จนในที่สุด พราหมณ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองเวรัญชาได้ประจักษ์แจ้งในสัจธรรม ประกาศยอมจำนนด้วยเหตุและผล ขอถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งสูงสุด และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ก่อนที่เมืองเวรัญชาจะกลายเป็นสถานที่สำคัญในการจารึกประวัติศาสตร์การวางรากฐาน "พระวินัยปิฎก" ให้แก่พระพุทธศาสนาสืบไป